Various

จากมติชน วันที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10925

โดย สกุณา ประยูรศุข

 


 

บรรยากาศตามถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่องระยะนี้ คึกคักเต็มไปด้วยสีแดง

บรรดาอาตี๋อาหมวยยิ้มร่าเริงรื่น เพราะเป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาล "ตรุษจีน"

หรือวันขึ้นปีใหม่ของคนจีนและพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน

ชาวจีนถือว่า "สีแดง" สด เป็นสีสิริมงคลของคนจีน และเป็นสีไล่ปีศาจความชั่วร้าย

ให้ออกไป จึงตกแต่งบ้านช่องและแต่งกายด้วยสีแดง

สำหรับวันตรุษจีนปีนี้ ตามปฏิทินสากลตรงกับวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 เรียกว่า

เป็นวันเฉลิมฉลองหรือวันเที่ยว ส่วนก่อนหน้านี้วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ถือเป็นวันไหว้

คนจีนหรือคนไทยเชื้อสายจีน มีวัฒนธรรมประเพณีคล้ายคลึงกับคนไทยส่วนหนึ่ง

นั่นคือ เมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ จะทำบุญไหว้พระ ให้ทาน เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต

จึงพบเห็นว่าตามศาลเจ้าหรือวัดจีนต่างๆผู้คนเนืองแน่นนำข้าวของไปเซ่นไหว้เต็มวัดไปหมด

ตรุษจีนปีนี้ "วัดไตรมิตรวิทยาราม" หรือ "วัดหลวงพ่อทองคำ" เป็นอีกแห่งที่เปิดให้ทั้งคนไทย

คนจีน และชาวต่างชาติ ได้ทำบุญในวันตรุษจีน และเปิดให้กราบนมัสการหลวงพ่อทองคำ

ตลอด 24 ชั่วโมง พระอารามหลวงชั้นโทแห่งนี้ตั้งอยู่เลขที่ 661 ถนนตรีมิตร แขวงตลาดน้อย

เขตสัมพันธวงศ์ กทม. มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 15 ไร่ ทิศเหนือติดถนนพระราม 4

ทิศใต้ติดถนนตรีมิตร ทิศตะวันออก ติดซอยสุกร และทิศตะวันตกติดถนนเจริญกรุง

สิ่งที่น่าสนใจในวันตรุษจีนปีนี้ ชาวบ้านร้านตลาดแถบนั้นจะทำให้วัดไตรมิตรฯเป็น

"จิตวิญญาณ แห่งเยาวราช" เพราะวัดแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับ

คนจีน อย่างแยกไม่ออก

เพราะแต่เดิมนั้น วัดไตรมิตรวิทยาราม ชื่อว่า "วัดสามจีน" มีที่มาจากชาวจีนที่อพยพเข้ามา

ตั้งถิ่นฐานในเมืองไทยยุคแรกๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาขึ้นเรือที่ ท่าน้ำราชวงศ์ และ ท่าทรงวาด

ก่อนปักหลักตั้งถิ่นฐานกันละแวกนั้นในจำนวนนั้นมีชาวจีน 3 คน ที่สามารถสร้างเนื้อสร้างตัว

จนรุ่งเรือง มีฐานะมั่งคั่งระดับเจ้าสัวจึงมีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นให้ชื่อว่า "วัดสามจีน"

เมื่อแรกสร้างวัดเสร็จ ชาวจีนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานบนแผ่นดินไทยรวมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ต่างศรัทธาและมากราบไหว้สักการบูชาอยู่เสมอๆ

นอกจากเป็นสถานที่เคารพศรัทธาของคนแล้ว วัดไตรมิตรฯยังเป็นแหล่งความรู้วิทยาการต่างๆ

ตั้งแต่ในอดีต เป็นที่ตั้งของสำนักเรียนธรรมวินัยและบาลี โรงเรียนสอนภาษาไทยของรัฐบาลถึง

มัธยมชั้นสูง เรียกว่าเป็นตักศิลาของชุมชน ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่

ในวัดไตรมิตรฯเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร "หลวงพ่อทองคำ"

พระศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง และเป็นพระที่ชาวจีน ชาวไทย รวมทั้งชาวต่างชาติเลื่อมในศรัทธา

อย่างยิ่งความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทองคำนั้น เล่ากันว่า เดิมท่านเป็นพระปูนปั้นสีขาวทั้งองค์

โดยไม่มีใครรู้ว่าข้างในเป็นทองคำ กระทั่งปี 2498 เมื่อมีการเคลื่อนย้ายองค์พระเพื่อนำไป

ประดิษฐานในพระวิหารที่สร้างเสร็จใหม่ๆ ได้เกิดเหตุการณ์เชือกที่ใช้กว้านองค์ พระขาดออกจากกัน

ทำให้องค์พระตกลงมากระแทกพื้น ปูนที่หุ้มองค์พระไว้กะเทาะออกบางส่วน ทำให้เห็นเป็นเนื้อลงรัก

อยู่ข้างใน

 


 

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ผู้ศรัทธาเชื่อว่าเป็นเพราะหลวงพ่อได้แสดงปาฏิหาริย์ปรากฏองค์

ที่แท้จริงให้คนได้เห็น ด้วยรู้แจ้งว่าอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว นอกจากนี้ เจ้าอาวาสในขณะนั้น

ได้เกิดนิมิตว่า มีสตรีสูงศักดิ์สมัยโบราณนำสร้อยสังวาลย์ เพชรมาให้เมื่อตื่นขึ้นมาก็คิดว่า

เช้าวันนี้น่าจะมีสิ่งอันเป็นสิริมงคลเกิดขึ้น จึงรีบไปดูพระปูนปั้น พบว่าเกิดรอยร้าวขึ้นและ

เนื้อในลงรักไว้ หลังจากใช้น้ำมันล้างรักออกก็พบว่าเป็น พระพุทธรูป ทองคำทั้งองค์

ไม่เพียงเท่านี้ เมื่อคุ้ยดินใต้ฐานทับเกษตรขององค์พระออก นอกจากวัตถุมงคลแล้ว

ยังพบกุญแจลิ่มสำหรับถอดองค์พระออกได้เป็นส่วนๆ ถึง 9 ส่วน ซึ่งทำให้การอัญเชิญองค์

พระไปประดิษฐานในวิหารราบรื่นกว่าการเคลื่อนย้ายทั้งองค์มาก

หลวงพ่อทองคำ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่งดงาม มีพุทธลักษณะตรงกับพระพุทธรูปสมัย

สุโขทัย ในยุครุ่งเรือง ด้วยเพราะมีพระเกตุมาลาเป็น เปลวยาวสูง เบื้องบนพระเศียรเหนือ

พระอุณหิส หรือกรอบพระพักตร์เป็นรูปโปน เส้นพระศกขมวดเป็นทักษิณาวัตรหรือก้นหอย

และไม่มีไรพระศก พระขนงโก่งงดงามเป็นสัน พระนาสิกค่อนข้างงุ้ม ยอดพระถันโปนขึ้นมา

ประทับนั่งขัดสมาธิราบ ปลายผ้าสังฆาฏิยาวพันทับกันเป็นแฉกเหมือนเขี้ยวตะขาบ

และฐานทับเกษตรเป็นหน้ากระดาน เกลี้ยงเรียบ ตรงกลางฐานแอ่นหรือเว้าเข้าข้างใน

นอกจากนี้ พระโอษฐ์ยังเรียวงามแย้มเหมือนจะเปล่งวาจาทักทาย งดงามจับใจผู้พบเห็น

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทองคำนั้น เล่าลือกันมากว่าใครไปขอพรอะไรมักได้สมปรารถนา

ทุกประการ และยังขอได้ทุกเรื่อง แต่จะศักดิ์สิทธิ์มากสำหรับคนที่ไม่มี "ลูก" แล้วไปขอ

จากหลวงพ่อ เรื่องนี้ อภิชาติ ชัยเจริญสุขเกษม ผู้เลื่อมใสศรัทธาองค์หลวงพ่อ ยืนยัน

อภิชาติเล่าว่า ประมาณปี 2546 แม่ได้ชวนไปทำบุญที่วัดไตรมิตรฯ และต่อมาก็ได้ไป

เป็นประจำ กระทั่งรู้จักและสนิทสนมกับพระรองเจ้าอาวาสชื่อ "พระทรงชัย"

"ตอนนั้นผมเพิ่งแต่งงานได้ 3 ปีกว่า แต่ยังไม่มีลูกสักที พอเข้าไปพบท่านรองเจ้าอาวาส

ท่านก็ถามมีลูก แล้วหรือยัง ผมบอกท่านว่า ยังไม่มีเลย ท่านจึงบอกให้ผมไปกราบอธิษฐาน

ขอลูกจาก หลวงพ่อทองคำ ผมก็ทำตาม จุดธูป 3 ดอกแล้วอธิษฐานบอกกับหลวงพ่อ

ขอให้มีลูกสมหวังด้วยเถิด หลังจากนั้น ประมาณเดือนกว่าๆ ภรรยาของผมก็ตั้งท้อง

ซึ่งทำให้ผมนึกถึงหลวงพ่อทองคำขึ้นทันที ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ ผมบอกเรื่องนี้กับภรรยา

และสัญญาว่าเมื่อลูกโตจะพากราบท่าน หลังจากนั้น พอลูกอายุได้ 2 ขวบผมก็พาไปกราบ

หลวงพ่อทองคำ ผมขอให้ชีวิตมีความสุขและสุขภาพดี"

ไม่เพียงแต่อภิชาติเท่านั้น ยังมีเสียงบอกเล่าจากคนอื่นๆ ที่ไปอธิษฐานขอพรอีกมากมาย

 

 



ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทองคำ ตรุษจีนปีนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต

แวะกราบหลวงพ่อทองคำสักครั้งหนึ่งและร่วมทำบุญ เป็นพลังใจให้ชีวิตผ่านพ้นช่วง

วิกฤตโกลาหล ทั้งการเมือง และเศรษฐกิจในเวลานี้ รับปีใหม่สดใสในวันตรุษจีน

ศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช

เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 พรรษา

ใน พ.ศ.2549 และทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ใน พ.ศ.2550 ประชาคมนักธุรกิจ

เขตสัมพันธวงศ์ ร่วมกับวัดไตรมิตรวิทยาราม โดยการสนับสนุนของสำนักงานทรัพย์สินส่วน

พระมหากษัตริย์ ร่วมกันจัดทำ "โครงการจัดสร้างพระมหามณฑปประดิษฐานพระพุทธ

มหาสุวรรณปฏิมากร หรือ หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตรวิทยาราม" ขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติ

และเพื่อความเหมาะสมควรค่าแก่องค์หลวงพ่อทองคำ

สำหรับพระมหามณฑปที่จะสร้างขึ้นนี้ มีทั้งหมด 4 ชั้น ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานขององค์

หลวงพ่อทองคำ รูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์ ออกแบบให้สอดคล้องกับศิลปกรรม

อันเป็นเอกลักษณ์ของวัดไตรมิตรฯ ยอดพระมณฑปเป็นรูปทรงจตุรมุข โดยจะกราบทูลขอ

พระบรมราชานุญาตอัญเชิญตราสัญลักษณ์เฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา มาประดับที่ตัวอาคาร

โครงการนี้ดำเนินงานและควบคุมดูแลออกแบบก่อสร้างร่วมกันระหว่างกรมศิลปากร

บริษัทปูนซิเมนต์ไทย และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

สิ่งที่น่าสนใจยิ่ง คือภายในพระมหามณฑปแห่งนี้ จะเป็นศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชและนิทรรศการ

พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร แหล่งรวมความรู้ทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นมาของชาวจีน

ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เยาวราช และประวัติความเป็นมาอันน่าอัศจรรย์ของหลวงพ่อทองคำ

เพื่อให้ชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกได้ร่วมรับรู้และชื่นชม

โดยศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราช จะจัดแสดงอยู่ชั้น 2 ของพระมหามณฑปฯ

เล่าตำนานชีวิตของชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เยาวราช ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1-3

จนกระทั่งกลายเป็นเจ้าสัว นักธุรกิจระดับแนวหน้าของประเทศ จนทำให้ เยาวราช

กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรือง และเป็นถนนสายทองคำมาจวบจนปัจจุบัน

การจัดแสดงในพื้นที่ภายในแบ่งออกเป็น 6 ส่วน ดังนี้

1.เติบใหญ่ใต้ร่มพระบารมี - บอกเล่าถึงความเป็นย่านการค้าสำคัญของเยาวราช

และความผูกพันจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของชาวเยาวราชจากรุ่นสู่รุ่น

โดยมีเรื่องราวบรรยากาศบ้านเจ้าสัว ซึ่งเจ้าสัวและหลานชายจะมาปรากฏตัวพูดคุยสนทนา

กันอย่างมีชีวิตชีวาด้วยเทคนิคการนำเสนอ

2.กำเนิดชุมชนจีนแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ - บอกเล่าเรื่องจุดกำเนิดของชุมชนจีนที่สำเพ็ง

และการเข้ามาของชาวจีนโพ้นทะเล ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 1-3 จนกระทั่งสำเพ็งกลายเป็น

ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของกรุงเทพฯ ในยุคนั้น ผู้ชมจะได้ซึมซับประสบการณ์การเดินทางในทะเล

จากเมืองจีนสู่เมืองไทย ด้วยการเดินผ่านในท้องเรือสำเภาหัวแดง ก่อนจะถึงท่าเรือศาลเจ้าเก่า

และเดินเข้าสู่ตลาดสำเพ็งสมัยรัชกาลที่ 3

3.เส้นทางสู่ยุคทอง - จัดแสดงเรื่องราวพัฒนาการของชุมชนจีน จากตลาดสำเพ็งสู่ความเป็น

ย่านธุรกิจ สมัยใหม่ที่ถนนเยาวราช พบกับบรรยากาศภายในสำนักงานบริษัทค้าข้าวสมัย

รัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นธุรกิจสำคัญที่เป็นจุดเริ่มต้นความเจริญรุ่งเรืองของย่านการค้าที่เยาวราช

จากนั้น จะได้ตื่นตาตื่นใจกับโมเดลขนาดใหญ่ที่จำลองถนนเยาวราชในยุคเฟื่องฟูที่สุดช่วง

พ.ศ.2490 ซึ่งเต็มไปด้วยบริษัท ห้างร้าน และแหล่งบันเทิงที่ทันสมัยที่สุดของกรุงเทพฯ

จะได้เห็นบรรยากาศทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน

รวมทั้งได้ชมความสนุกสนานคึกคักของเทศกาลตรุษจีนที่มีขบวนแห่สิงโตไปตามท้องถนน

และโดยรอบโมเดลนี้ยังแสดงเรื่องราวที่เป็นอยู่ภายในอาคารห้างร้านต่างๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ชม

เกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อวิถีทางสังคมและวัฒนธรรมของชาวเยาวราชในยุคนั้น

4.ตำนานชีวิต - เป็น Hall of Fame

แสดงตำนานชีวิตของบุคคลชาวเยาวราชที่เป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลัง

5.พระบารมีปกเกล้าฯ - เป็นแกลเลอรี่ภาพถ่ายและวีดิทัศน์ จัดแสดงเรื่องพระมหากรุณา-

ธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ในรัชกาลปัจจุบันต่อชุมชน

เยาวราชและการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของ ชาวเยาวราชในโอกาสต่างๆ

6.ไชน่าทาวน์วันนี้ - นำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวย่านเยาวราชในปัจจุบันด้วยแผนที่กราฟิค

ประกอบภาพวีดิทัศน์ปัจจุบันศูนย์ประวัติศาสตร์เยาวราชได้ก่อสร้างฐานรากและงานออกแบบ

โครงสร้างและสถาปัตยกรรมเสร็จแล้ว โดยโครงการนี้จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 2 ปี

กำหนดแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2551

หน้า 33

http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01pra010

70251&day=2008-02-07&sectionid=0131

จาก เดลินิวส์ วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา 00:00 น.

ขยายผลสู่เกษตรกรเลี้ยงเชิงพาณิชย์

  

  

 
ไก่ดำคือไก่พื้นเมืองชนิดหนึ่งที่รูปร่างสวยงามซึ่งมีสีดำทั้งตัวโดยมีต้นกำเนิดมา

จากมองโกเลียส่วนนอก ไก่ดำนั้นมีลักษณะแบบเดียวกับไก่ทั่วไปทุกอย่างเพียงแต่ว่ามี

สีดำทั่วทั้งตัวเท่านั้น นั่นคือ หนังสีดำ เนื้อสีดำ กระดูกสีดำ และก็เครื่องในสีดำ

ไก่ดำที่เลี้ยงในเมืองไทยเป็นไก่ดำเลือดผสมเนื่องจากเลี้ยงมานานจึงทำให้ผสมข้าม

สายพันธุ์มาเรื่อย ๆ จึงทำให้มีไก่ดำที่มีความหลากหลายทางสายพันธุ์อยู่เรื่อย ๆ

ไก่ดำภูพาน เป็นสายพันธุ ์หนึ่งของไก่ดำ ปรับปรุงพันธุ์จากไก่ดำจากประเทศจีน

และจดสิทธิบัตรที่กรมทรัพย์สิน ทางปัญญา และขึ้นทะเบียนพันธุ์สัตว์กับกรมปศุสัตว์

โดย นายสัตวแพทย์วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์

ศูนย์ศึกษาพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านนานกเค้า ต.ห้วยยาง อ.เมือง

จ.สกลนคร ไก่ดำ ภูพาน เป็นสัตว์เศรษฐกิจ ที่มีความต้องการในตลาดประเทศจีน

ที่มีความเชื่อในสรรพคุณยาของไก่ดำ ซึ่งมีองค์ประกอบ ขนดำ หนังดำ เล็บดำ เนื้อเทาดำ

และกระดูกก็สีเทาดำ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ได้พัฒนา

สายพันธุ์ไก่ดำภูพานขึ้นมาโดยเริ่มต้นจากการรวบรวม ไก่ดำลูกผสมที่มีอยู่ในพื้นที่จังหวัด

สกลนครที่หลงเหลือจากการนำเข้าจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 15-20 ปีที่แล้ว โดยขอจากชาวบ้าน

จำนวน 5 ตัว มาจัดแผนการผสมพันธุ์และคัดเลือกไก่ดำสายพันธุ์ดี โดยใช้ระยะเวลา 2 ปี

จึงได้ไก่ดำภูพานที่ตรงตามลักษณะของไก่ดำทุกประการ โดยมีลักษณะ คือ ขนดำ หนังดำ

หน้าแข้งดำ กระดูกเทาดำ และเนื้อสีเทาดำ จนถึงปัจจุบัน ปี พ.ศ. 2550 ศูนย์ศึกษาการ

พัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการพัฒนา ไก่ดำสายพันธุ์ภูพานเสร็จสิ้น

เป็นที่เรียบร้อยและสามารถขยายผลสู่การเลี้ยงของเกษตรกรได้แล้ว

การเลี้ยงไก่ดำตามหลักการง่าย ๆ คือเกษตรกรต้องเอาใจใส่ดูแลในการเลี้ยง ให้น้ำสะอาดตั้งไว้

ให้ไก่กินตลอดทั้งวันและคอยเปลี่ยนน้ำทุก ๆ วัน ให้อาหารผสมทุกเช้า-เย็น เพิ่มเติมจาก

อาหารที่ไก่หากินได้ตามปกติ เช่น ปลายข้าว รำข้าว ปลาป่น ข้าวโพดป่น ข้าวเปลือก กากถั่ว

กากมะพร้าว หัวอาหารไก่สำเร็จรูปชนิดเม็ด หรือการให้หัวอาหารไก่สำเร็จรูปผสมลงใน

รำข้าวปลายข้าว หรือข้าวเปลือก เป็นวิธีการที่สะดวกที่สุด สามารถหาซื้อได้ง่ายและผสม

เองได้ ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตเร็ว มีเปลือกหอยป่น และเศษหินตั้งทิ้งไว้ให้ไก่กินเพื่อเสริม

แคลเซียมและช่วยย่อยอาหาร และ ให้หญ้าสด ใบกระถินหรือผักสดให้ไก่กินทุกวัน

ดูแลความสะอาดภาชนะอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในโรงเรือนและบริเวณใกล้เคียงด้วยน้ำสะอาด

และยาฆ่าเชื้อโรคทุกวัน ลักษณะ โรงเรือนจะต้องระบายอากาศได้ดี ป้องกันลมโกรก

หรือฝนสาด ด้านหน้าประตูเข้าโรงเรือนจะต้องมีอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับจุ่มเท้าก่อนเข้าโรงเรือน

ไก่จะต้องได้รับอาหาร และน้ำที่สะอาดต้องทำการประมาณอาหารในแต่ละวันให้พอดีกับ

ความต้องการของไก่ ไม่ควรเหลือสะสมไว้ และน้ำควรเปลี่ยนเช้า เย็น และทุกวัน

กรณีมีไก่ป่วยควรแยกไก่ป่วยออกจากฝูง เพื่อป้องกันการระบาดไปยังไก่ตัวอื่นในฝูง

ถ้าไก่ป่วยตายควรเผาหรือฝังซากทันที ช่วงอากาศเปลี่ยน แปลงหรือมีการเคลื่อนย้าย

ไก่อาจป่วยได้ ควรละลายไวตามินให้ไก่กินทั้งฝูง เพื่อให้ไก่แข็งแรงและมีสุขภาพดี

ทำการถ่ายพยาธิไก่ทุก 4 เดือน อย่างสม่ำเสมอ ควรมีตู้ยาประจำฟาร์ม ประกอบด้วยยา

ปฏิชีวนะ ยาบำรุง และไวตามิน และก่อนนำไก่จากภายนอกเข้ามาเลี้ยงควรกักดูอาการก่อน

อย่างน้อย 15 วัน ก่อนนำเข้ารวมฝูง

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้โดยตรงที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจาก

พระราชดำริ ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร โทร. 0-4247-7470 ในวันและเวลาราชการ.

http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=

153872&NewsType=1&Template=1

ขนมถ้วยฟู

posted on 07 Feb 2008 20:42 by korean4life  in Various

ข่าวจาก เดลินิวส์ วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551

'ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้' สุขสันต์วันตรุษจีนสำหรับพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีนทุก ๆ คน หลายบ้านคงเตรียมไหว้เทพเจ้าเพื่อความมีโชคลาภและเป็นสิริมงคลกับชีวิตกันแล้ว

หลายคนก็คงรู้กันดีว่า 'ของไหว้' นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารที่มีชื่อเป็นมงคล อย่างเช่น
หมู สื่อความหมายถึงความมั่งคั่ง และด้วยความอ้วนของหมู สะท้อนให้เห็นถึงความกินดีอยู่ดี เป็นต้น

ซึ่งวันนี้ 'จานโปรด' ก็มีเมนูขนมไหว้ ทำง่าย มีความหมายดีมาฝาก กับเมนู 
"ขนมถ้วยฟู"
หรือที่คนจีนแต้จิ๋วเรียกว่า ฮวกก้วย ก้วย แปลว่า ขนม ฮวก หมายถึง เจริญงอกงาม
คือไหว้เพื่อให้เฟื่องฟู

เมื่อรู้ความหมายดี ๆ แล้ว เราก็ไปเตรียมเครื่องปรุง และส่วนผสมกันก่อนดีกว่าค่ะ

ส่วนผสม
1.แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง
2.น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง
3.น้ำลอยดอกไม้ 1/2 ถ้วยตวง
4.ยีสต์ 1 ช้อนชา
5.ผงฟู 1ช้อนชา
 
ลงมือเข้าครัว
1. ผสมแป้งข้าวเจ้ากับยีสต์ให้เข้ากัน จากนั้นใส่น้ำลอยดอกไม้ลงไปทีละน้อย นวดจนแป้งเนียน
เป็นเนื้อเดียวกัน
2. นำน้ำตาลทราย ผสมกับน้ำลอยดอกไม้ที่เหลือจากนั้น เทผสมลงในแป้ง ตามด้วยผงฟู นวดต่อ
จนเข้ากัน พักไว้ 1-2 ชั่วโมง
3. นำกระดาษมารองไว้ที่ก้นถ้วย จากนั้น เทแป้งที่เตรียมไว้ลงไปพอให้เต็วฝา
4. นึ่งให้สุก โดยให้ลองนำไม้จิ้มฟัน จิ้มลงไปที่เนื้อแป้ง ถ้าไม่มีเนื้อแป้งติดขึ้นมากับไม้ แสดงว่า
แป้งสุกได้ที่แล้ว จึงยกลง รอให้เย็น จึงแกะออกจากถ้วย เป้นอันเสร็จเรียบร้อย

เป็นไงบ้างคะ เมนูทำง่ายสุด ๆ ของเรา แต่มีความหมายที่เป็นมงคล 'จานโปรด' ก็ขออวยพร
ให้พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน เริ่มต้นปีใหม่จีน ด้วยความ 'เฮง เฮง เฮง' นะคะ...